บันทึกการเดินทาง World Choirs Games 2014 ฉบับที่ 1 (7 กรกฎาคม 2557)
ตั้งแต่ผมจำความได้ ผมเดินทางไปต่างประเทศโดยการเล่นดนตรีมาโดยตลอด แทบไม่เคยจ่ายตังไปเที่ยวเองเลย (แต่ก็เคยอยู่เหมือนกัน) และทุกๆ ครั้งก็มักมีประสบการณ์ที่น่าจดจำ และยังจำได้ถึงทุกวันนี้อยู่เสมอ แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบจดบันทึกอะไรๆ มาตั้งแต่เด็กๆ มันจึงมีบางสิ่งที่สูญหายไปพร้อมกับความทรงจำอันสวยงาม และด้วยเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกมากๆ ในปัจจุบัน ผมจึงลองจดบันทึกเรื่องราวการเดินทางในครั้งนี้ และแชร์ให้หลายๆ คนได้อ่าน เผื่อว่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์บ้าง ไม่มากก็น้อยนะครัช
การผจญภัยที่น่าตื่นเต้น และเปี่ยมไปด้วยความหวังครั้งนี้เเป็นการเดินทางไปแข่งขันขับร้องประสานเสียงโลก world choir games 2014 ณ เมือง รีก้า ประเทศลัตเวีย ซึ่งผมได้เกริ่นไว้แล้วว่ามันคืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรในบทความครั้งก่อนหน้านี้ สำหรับในปีนี้ผมมีหน้าที่เป็นหัวหน้าคณะนักร้องประสานเสียงจุฬดาร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายมัธยม และมีอีกหน้าที่หนึ่งเป็นหัวหน้าพาร์ท เทเนอร์ของคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลู โดยคณะนักร้องประสานเสียงจุฬดาร์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม จะเดินทางไปแข่งขันก่อนระหว่างวันที่ 7-13 กรกฎาคม 2557 ในสองประเภทได้แก่ ประเภทคณะนักร้องประสานเสียงเด็ก (Children's Choir) และ ประเภทเพลงศาสนาโดยมีเครื่องดนตรีประกอบ (Musica Sacra with Accompaniment) และคณะนักร้องประสานเสียงสวนพลูจะเดินทางไปแข่งขันในวันที่ 13 - 19 กรกฎาคม 2557 ในประเภทเพลงพื้นบ้าน (Folklore) และ ประเภท วงประสานเสียงผสมขนาดเล็ก (Mixed Chamber Choirs)
สำหรับคณะนักร้องประสานเสียงจุฬดาร์ ออกเดินทางด้วยสายการบิน Finnair AY 090 ตามกำหนดการเครื่องออกเดินทาง 8.55 น. ผมนัดเด็กๆ มาถึงสนามบินประมาณ 5.30 น. โดยไดทำการ check in online ล่วงหน้ามาก่อนแล้ว และผมก็ได้พิมพ์ Boarding Pass มาก่อนตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สายการบิน ซึ่งเป็นห่วงพวกเรามากเพราะไม่ได้ซื้อทัวร์หรือมีคนมาคอยดูแลเหมือนกรุ๊ปทัวร์อื่นๆ เมื่อมาถึงสนามบินพวกเราก็เดินตรงไปที่ช่อง Baggage drop ไม่ต้องไปต่อแถว Check in ให้เสียเวลา (แนะนำสำหรับการเดินทางโดยเครื่องบินนะครับ เพราะสะดวกและประหยัดเวลามาก)
หลังจาก Check In เสร็จแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่ต้องถ่ายภาพร่วมกัน พร้อมกับป้ายผ้าของผู้สนับสนุน ซึ่งผู้สนับสนุนรายใหญ่ของเราก็เป็นสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัทพฤษาเรียลเอสเตส ขอกราบขอบพระคุณผู้ใหญ่ใจดีมา ณ โอกาสนี้นะครับ
![]() |
| ภาพรายรวมกันเป็นครั้งแรกก่อนออกเดินทาง |
เมื่อถ่ายภาพเสร็จเรียบร้อย เราก็แบ่งเด็กๆ ออกเป็นกลุ่มๆ เพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการดูแลนักเรียน สำหรับกลุ่มที่ผมเป็นหัวหน้า ออกเดินทางมาถึง ตม. เป็นกลุ่มแรก ซึ่งในปัจจุบันจะมีการตรวจคนเข้าเมืองแบบอัตโนมัติ กับการตรวจแบบใช้คนตรวจ ทายซิครับว่านักเรียนกลุ่มผมเลือกตรวจแบบไหน.......
ใช่ครับ เด็กๆ กลุ่มผม เลือกแบบใช้คนตรวจครับเพราะกลัวเครื่องตรวจอัตโนมัติ (ผมงงไปเลยนึกว่าเด็กๆ อยากจะลองของใหม่) คุณลุงคนตรวจใช้เวลานานมากกลุ่มอื่นๆ ตรวจเสร็จหมดแล้ว กลุ่มผมคนแรกยังไม่เริ่มตรวจเลย นักเรียนของผมจึงใช้เวลาระหว่างที่คุณลุงกำลังตรวจเอกสารแอคท่าถ่ายรูปกับกล้องตรวจคนเข้าเมือง เหมือนกับว่าเป็นการ Selfie ด้วยกล้องด้วยเอง พอตรวจเสร็จเจ้าหน้าที่ถามเด็กว่าเดินทางไปไหน เด็กตอบว่าไป Riga ครับ เจ้าหน้าที่ถามต่อว่า Riga คืออะไร. เด็กทำหน้างง???? เพราะไม่เข้าใจคำถาม แล้วก็เดินจากมาไม่ได้ตอบเจ้าหน้าที่ ปล่อยให้แกทำหน้างงๆ อยู่เช่นเดียวกัน ผมเห็นแล้วก็ตลกดีเหมือนกัน
| เครื่องบินลำนี้แหล่ะครับที่พวกเราใช้ในการเดินทาง |
และเนื่องจากเราเผื่อเวลาพอสมควร จึงมีเวลาเดินเล่นที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง ผมจึงให้เวลาเด็กๆ ไปเดินเล่นและนัดมาเจอกันที่ Gate F5 และเมื่อเรานั่งนั่งรอสักพัก สายการบินแจ้งว่าเครื่องขัดข้องเล็กน้อยดีเลย์ 1 ชม. งานเข้าครับ!!!! เพราะพวกเราต้องต่อเครื่องที่เฮลซิงกิ ซึ่งมีเวลาเพียงแค่ 40 นาที. ซึ่งต่อเครื่องไม่ทันแน่ๆ แถมเราก็ยังติดต่อคนที่มารับเราไม่ได้อีกต่างหาก ผมจึงโทรติดต่อกับบริษ้ทฟินแอร์ เพื่อขอความช่วยเหลือและแก้ปัญหาให้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่าไม่ต้องเป็นห่วงจะดูแลนักเรียนให้เป็นอย่างดี ผมก็เบาใจไประดับหนึ่ง เพียงแต่ว่าผมยังกังวลว่าจะแจ้งให้ทางกองประกวดทราบได้อย่างไรว่าเราเดินทางไปถึงช้า ผมจึงส่ง e-mail แจ้งสถานการณ์การเดินทางของเราไปให้กองประกวดทราบล่วงหน้า แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ
| บรรยากาศการซ้อมระหว่างรอเครื่องบิน |
ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 1 ชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มีทีท่าว่าเครื่องบินจะออกเดินทางได้ ทายซิครับว่า conductor ของเราตัดสินใจอย่างไร……ใช่ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลา. ซ้อมมันระหว่างรอเครื่องซะเลย พวกเราก็วอร์มเสียงและซ้อมเพลงบางเพลงที่ Gate สนามบิน ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ อีกแบบนึงที่น่าประทับใจ ผู้โดยสายที่รออยู่ก็อาจคลายเครียดไปด้วยมั้ง 555
เมื่อซ้อมเสร็จแล้วก็ยังไม่มีวีแว่วว่าเครื่องจะออกได้ และก็มีรถมาเข็ญเครื่องบินของเราออกไปต่อหน้าต่อตา ในที่สุดสายการบินก็แจงคูปองอาหารกลางวันให้คนละ 250 บาท และให้กลับมาที่ Gate ประมาณ 12.00 น. พวกเราก็แยกย้ายกันไปทานข้าวแล้วนัดมาเจอกันที่ Gate
แต่ในเรื่องร้ายๆ ก็ยังไม่เรื่องดีๆ ได้เสมอ พอดีว่ามีรุ่นพี่สาธิตจุฬาฯ อดีตนักเรียนโครงการศิลปวัฒนธรรมและการแสดงมาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลเครื่องบินลำที่เราออกเดินทางพอดี ทำให้พอได้สืบข่าวและประมาณการคร่าวๆ ได้ว่า เครื่องของเราจะออกประมาณกี่โมง
| ถ่ายกับทิพย์ ศิษย์เก่าสาธิตฯ |
หลังจากสามชั่วโมงผ่านไป ก็ได้รับข่าวดีว่า จะได้เวลาออกเดินทางซะที เราขึ้นเครื่องมาตอน 13.00 น. หลังจากที่ถอยออกจาก Gate กัปตันแจ้งว่า เครื่องยังคงมีปัญหาอยู่ต้องกลับไปจอดใหม่ ผ่านไปอีกหนึ่งชั่วโมง พวกเรายังอยู้ที่เดิม กัปตันแจ้งว่ามีปัญหาทางเทคนิค ที่แย่ที่สุดคือต้องปิดแอร์และและเปิดประตูเครื่องบินรับลมร้อนในยามบ่าย เป็นบรรยากาศที่แย่มากๆ ครับ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าไปถึงกี่โมงและจะต่อเครื่องทันได้อย่างไร มีความกังวลเกิดขึ้นเต็มไปหมด ถ้าเดินทางไปคนเดียวก็ไม่เท่าไหร่นะครับ แต่นี่ต้องดูแลเด็กๆ กว่า 30 ชีวิต บอกเลยว่าเครียดมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่ รอๆๆๆๆ ต่อไป
สรุปว่าเครื่องออกประมาณ 14.30 น. เครื่องขึ้นมาแอร์ก็ยังคงร้อนอยู่ต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเย็น พอประมาณ 15.00 น จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยบ่นอะไรออกสื่อเท่าไรครับ แต่คราวนี้ขอสักหน่อยเพื่อบรรยากาศบนเครื่องตอนนั้นมันสุดๆ จริงๆ พอเครื่องข้นสักพัก ก็เริ่มเสริฟอาหารมื้อแรก อาหารมื้อแรกเป็นข้าวหน้าเนื้อ ซึ่งไม่มีความอร่อย (ในความเห็นผมคนเดียวนะครับ) พนักงานส่วนใหญ่ก็บริการดีมากนะครับ ทั้งที่ร้อนและเหนื่อยเหมือนกัน ดูสภาพแต่ละคนก็เหงื่อท่วมตัวพอๆ กับผู้โดยสาร
แต่ที่เสียความรู้สึกคือ การพูดของพนักงานต้อนรับบางคนที่ทำให้ไม่อยากเข้าใกล้เหมือนกำลังโดนกัด (จริงๆ ก็น่าตาสวยดีนะครับ) อาทิเช่น ผมขอน้ำแก้วที่สอง เธอตอบด้วนน้ำเสียงแบบห้วนๆว่า ขอแก้วเก่าด้วยค่ะ ประเทศนี้เขาเน้นให้คนประหยัด (อันนี้ดอกแรก โดนจัดไปก่อน) หลังจากกินน้ำรีไซเคิลตามนโบายประหยัดไปแล้ว เธอเดินกลับมาด้วยรถเข็นคู่ชีพของเธอ ผมจึงถามว่าฝากทิ้งแก้วได้ไหมครับ เธอตอบว่า ไม่มีที่ทิ้งค่ะ (ดอกที่สอง) พอทานข้าวเสร็จก็เสริฟกาแฟตามธรรมเนียม เธอถามผมว่า ครึ่งแก้วพอไหมค่ะ (นโบายประหยัดทุกขั้นตอน) รักษาทรัพยากรณ์ทุกอย่างเลย แต่ไม่รักษาน้ำใจลูกค้าที่นำเด็กกว่าสามสิบชีวิต แหกขี้ตาตื่นมาตั้งแต่ตีสาม เพื่อมารอเครื่องดีเลย์ เสีย จอดตากแดด นั่งถูกอบอยู่ในเครื่องบินกว่าสองชั่วโมง ผมทราบครับว่าผมนั่งโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัด แต่ไม่นึกว่าได้รับการบริการแบบรถบัสโดยสาร พัดลมชั้นประหยัด ขออภัยนะครับหากพูดแรงเกินไป แต่มันก็ไม่ไหวจริงๆ วันนี้พอหอมบางหอมคอเท่านี่ก่อนแล้วกันนะครับ ยังม่เรื่องตื่นเต้นรออยู่อีกเยอะ ถ้ามีเวลาแล้วจะทะยอยมาเล่าให้ฟังนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น