วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึก World Choir Games 2014 (Friendship Concert)


 วันที่ 9 กรกฎาคม 2557 
           


                   หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเมื่อวานแล้ว ผมก็ได้พักผ่อนแบบเต็มที่ (หลับเป็นตาย) และตื่นเช้ามาทานอาหารเช้าพร้อมทั้งแจ้งกำหนดการในการฝึกซ้อมและแข่งขันให้เด็กๆ ได้เตรียมตัวกัน โดยตารางจากทางผู้จัดการแข่งขันมีดังนี้ครับ      

                  10.20 น.   เราต้องออกเดินทางไปที่โบสถ์ในเมืองเก่า ชือว่า "Riga St. Peter’s Church (Rīgas Svētā Pētera baznīca)" (Skārņu iela 19, 1050 Riga) เพื่อทำาการฝึกซ้อมกับสถานที่แข่งจริงในประเภทเพลงศาสนา Acoustic rehearsal for 


                   12.00  เป็นการแสดง Friendship Concert ที่ "Esplanāde - Open Air Stage" (starp Elizabetes, Kalpaka, Krišjāņa Valdemāra un Brīvības ielām, Riga) Performance in Friendship Concert. Please arrive at the venue 15 minutes before the concert begins.

                    และ โปรแกรมสุดท้าย เวลา 20.00 เด็กๆ จะต้องไปดูการแสดงในพิธีเปิด Opening Ceremony of the 8th World Choir Games  Arēna Rīga" (Skanstes iela 21, 1013 Riga) 

            เห็นโปรแกรมสำหรับวันนี้แล้วก็ค่อนข้างโหดพอสมควร แต่มันยังมีโหดมากกว่านี้ในวันต่อไป ซึ่งจะค่อยๆ เล่าให้ฟังนะครับ เอาเป็นว่าตอนนี้ เราก็ต้องเตรียมการสำหรับวันนี้ให้ดีที่สุดก่อนแล้วกัน 
             เมื่อทานอาหารเข้าเสร็จแล้วเราก็วอร์มเสียงกัน และจากนั้นก็ออกเดินทางโดยรถเมล์สาย 53 ไปที่ โบสถ์ St. Peter’s Church ซึ่งเป็นอยู่กลางเมืองเก่าของริก้า โดยสิ่งที่น่าประทับใจคือ เมืองนี้ยังรักษาสภาพเมืองเก่าไว้ได้ค่อนข้างสวยงาม เดินแล้วมีความสุขมากครับ  และก็เป็นครั้งแรกที่เด็กๆ ได้เข้ามาเดินในเมืองเก่า พวกเราก็ เดินชมนกชมไม้ไปทั่ว แต่ก็บรรยากาศก็ค่อนข้างเครียด เพราะจะเป็นการขึ้นเวทีฝึกซ้อมในสถานที่จริงครั้งแรกของเด็กๆ 

                 พวกเราเดินทางไปถึงก่อนเวลานัดหมายพอสมควร จึงทำการฝึกซ้อมอยู่หน้าโบสถ์ ระหว่างรอเวลา ซ้อมไปสักพักก็เริ่มมีคนมามุงดู แล้วกล่าวแสดงความชื่นชม และปรบมือให้เป็นระยะ ในที่สุดก็มีคนเดินเข้ามาถามผมว่า มาจากสาธิตจุฬาฯ เหรอครับ โอ้ว!!! ใช่แว้วครับ มีคนไทยมาเที่ยวที่โบสถ์นี้พอดี  เขาบอกตื่นเต้นและแปลกใจมากที่มาเที่ยวยุโรปแต่เห็นเด็กไทยมายืนร้องเพลงอยู่  และก็ให้กำลังใจเป็นพิธี ก่อนถ่ายรูปร่วมกันแล้วก็เดินจากไป  


ตั้งแถวฝึกซ้อมหน้าโบสถ์


เตรียมพร้อม Sound Check


การฝึกซ้อมของวงก่อนหน้าเรา
          





                   เมื่อได้เวลาผู้จัดการแข่งขันก็เรียกเราเข้าไปยืนค่อยข้างๆ เวที ซึ่งมีคณะนักร้องวงอื่นฝึกซ้อมอยู่ เด็กๆ ก็อยู่ในสภาพตื่นเต้นพอสมควร ส่วนผมกับอาจารย์ป่าน ก็กำลังวางแผนกันอยู่ว่าจะต้องเตรียมตัวอะไรยังไงกันบ้าง จะให้เด็กยืนบนเวทีตรงไหน เปียโนต้องเปิดฝาสูงขนาดไหน ต้องเตรียมถ่าย VDO ยังไง เสียงที่ออกมาจะเป็นยังไง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลาให้อยู่ใน 10 นาที ซึ่งหมายถึง สิบนาทีจริงๆ นะครับ ไม่มีการโอ้เอ้เสียเวลา เพราะจะมีทีมอื่นๆ มาใช้เวทีต่อจากเรา ดังนั้น และต้องเตรียมแผนการฝึกซ้อมด้วยว่า ภายในสิบนาทีที่มีค่านั้นเราจะต้องทำอะไรกันบ้าง เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เด็กๆ ต้องมีวินัยอย่างมาก เชื่อฟังผู้ฝึกสอนทุกขึ้นตอน และที่สำคัญคือ ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา 


การ Sound Check ที่โบถ์ St.Peter
          และแล้วผู้จัดการแข่งขันก็เรียกเราขึ้นไปทำพิธีกรรม Sound Check เด็กๆ ทำได้ดีมากๆ ครับ สามารถปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้ได้อย่างครบถ้วน แต่ที่ยากหน่อยคือ ห้องที่เป็นโบสถ์ซึ่งเสียงมันก้องมากๆ ทำให้นักเปียโนกับนักร้องฟังกันยากมากๆ อาจเกิดปัญหาเรื่องจังหวะที่เหลื่อมล้ำกันตอนแสดงได้ แต่คนที่ตื่นเต้นที่สุดคือ นักเปียโนสาวสวยของผม เพราะเพลงมันยากมาก ฟังก็ไม่ค่อยได้ยิน เธอกลัวว่าจะเล่นผิดแล้วทำเด็กๆ ตกใจอ่ะครับ ส่วนผมทำหน้าที่เปิดโน้ตให้นักเปียโน ขอบอกเลยว่าตื่นเต้นกว่าร้องเองอีก มันลุ้นยังไงไม่รู้บอกไม่ถูก (เพราะเคยเปิดโน้ตผิดหน้ามาแล้วตอนแสดง เล่นเอาโดนด่าเป็นชุด)  

          หลังจาก Sound Check เสร็จเรียบร้อย พวกเราก็ต้องเดินทางต่อไปแสดง Frendship Concert ซึ่งเป็นการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยวิธีการเดินๆๆๆๆๆๆ ไกลพอสมควรเลยครับ (งบประมาณน้อยก็เป็นอย่างนี้แหล่ะ อดทนกันหน่อยนะเด็กๆ)  สิ่งที่พลาดสำหรับวันนี้ก็ คือ พวกเราให้เด็กๆ แต่งชุดแสดงมาเลย โดยเฉพาะรองเท้าส้นสูงสำหรับเด็กผู้หญิง  ซึ่งมันต้องใส่เดินไกลมากๆ เละซิครับ เด็กๆ เท้าพังกันไปเป็นแถบๆ ในที่สุดนักเปียโนสาวสวยผู้ใจดี (แฟนใครก็ไม่รู้) ก็ต้องยอมสละรองเท้าแตะให้นักเรียนหญิงผู้หน้าสงสารคนหนึ่ง เพราะเห็นสภาพการเดินแล้วน่าสงสารมากๆ 


             อีกเช่นเคยครับ เราไปถึงสถานที่แสดงก่อนเวลานานพอสมควร พวกเราจึงไปนั่งพักในร้านกาแฟใกล้ๆ กับสถานที่แสดง เมื่อใกล้ถึงเวลาแสดงแล้ว เราก็ยังไม่รู้ว่าเราจะแสดงตรงไหน เพราะที่ที่เรารอนั้นมีแต่สิ่งที่คล้ายๆ กับเวที อยู่บริเวรลานกลางแจ้งซึ่งร้อนมากๆๆๆๆ ถึงมากที่สุด แดนเปรี้ยง ไม่มีหลังคา ในใจยังคิดว่าเขาอาจยังทำเวทีไม่เสร็จ  
              

               ใช้แล้วครับ!!!!!! ผู้จัดเดินมาบอกว่า แสดงตรงนี้แหล่ะ ผมกับเด็กๆ เหวอไปพักนึก เพราะถ้าเป็นเมืองไทยมันไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะแสดงในเวทีกลางแจ้ง เวลาเที่ยง พระอาทิตย์ตรงหัวแบบนี้ คิดในใจว่าถ้าเด็กเป็นลมทำไงเนี่ย  แต่ยังดีหน่อยดีเราไม่ได้แสดงเป็นวงแรก ยังไม่วงอื่นเป็นหนูลองยาให้เราก่อนอีกสองสามวง   


คณะนักร้องประสานเสียงจากอินโด
                  หนึ่งในนั้นเป็นวงอินโดนีเซีย ซึ่งแสดงด้วยเท้าเปล่า ตอนแรกเห็นเด็กๆ อินโด เขย่งๆ กันนึกว่าเป็นถ้าเต้นสุดเก๋ แต่ที่ไหนได้ เด็กๆ อินโดคงร้อนเท้าอ่ะครับ ต่อจากอินโดก็มีเด็กๆ จากจีน ซึ่งเป็นเด็กประถม ก็ยืนร้องต่อด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสด้วยเครื่องแต่งกายคล้ายชาวเขาในบ้านเรา ทำสีหน้าเหมือนกำลังร้องเพลงอยู่บนยอดดอยที่มีอากาศเย็นสบาย  หลังจากเห็นความเป็นนักแสดงของเด็กๆ จากประเทศอื่นๆ แล้ว แน่นอนครับ เด็กๆ สาธิตจุฬาฯ ก็ต้องไม่ยอมแพ้ใครเหมือนกัน  ขึ้นไปร้องเพลงส่วนสีหน้าท่าทางสดใส ตามสไตล์ของพวกเรา ซึ่งหลังจากร้องเสร็จคนดูก็ตอบรับเป็นอย่างดี ปรบมือกันเพียบ (ผมคิดว่าวงเราร้องดีที่สุดในวันนั้นนะ)  


การแสดง Friendship Concert
           แต่ที่น่าตื่นเต้นคือ หลังจากแสดงมีผู้สื่อข่าวจากลัตเวีย มาทำข่าวและสัมภาษณ์เด็กๆ เป็นภาษาอังกฤษ ผมจึงส่งตัวแทนไปสามคนซึ่งล้วนแต่เป็นผู้ที่มีศักยภาพด้านภาษาต่างประเทศสูงส่ง เป็นผู้ให้สัมภาษณ์ แล้วก็มีการถ่ายรูปแลกเปลี่ยนของที่ระลึกกับคณะนักร้องจากประเทศต่างๆ เป็นบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมิตรภาพน่าประทับใจครับ สิ่งที่แหล่ะที่เป็นประสบการณ์หนึ่งที่ผมต้องการให้เด็กๆ ได้รับจากการเข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ แต่เป็นมิตรภาพ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมจากผู้คน ผ่านเสียงดนตรีและการพูดคุย  


นักข่าวสัมภาษณ์หลังแสดงเสร็จ


นักร้องจากประเทศจีน
ถ่ายรูปร่วมกันกับนักร้องชาติต่างๆ 

ออก TV ประเทศลัตเวีย

            เมื่อแสดงเสร็จแล้วก็เป็นช่วงเวลาบ่ายๆ พวกเราตัดสินใจว่าคงไม่สามารถให้เด็กๆ เดินทางไปดูพิธีเปิดการแข่งขันได้ เพราะมันจะดึกเกินไป กลัวร่างกายเด็กๆ จะไม่ไหว จึงพาเด็กๆ กลับที่พักโดยรถเมล์เช่นเคย และให้ฝึกซ้อมที่โรงแรม และพักผ่อน   ส่วนผมและทีมงานผู้สำรวจอีกกลุ่มหนึ่ง จะเดินทางไปดูพิธีเปิดการแข่งขัน แล้วกลับมาเล่าให้เด็กๆ ฟัง 55555555  แล้วจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ สำหรับวันนี้ ขอตัวก่อนคราบบบ
             






วันจันทร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึกการเดินทาง World Choir Games 2014 ฉบับที่ 3 (กว่าจะถึง Riga)




 8 กรกฎาคม 2557

           วันนี้ผมตื่นตั้งแต่ตีสี่เนื่องจากต้องขึ้นเครื่องบินเที่ยวเจ็ดโมงเช้า และต้องแยกเดินทางกับเด็กๆ ด้วย เพราะตั๋วเครื่องบินเต็ม โดยที่ผมกับอาจารย์อีกสองท่านเดินทางด้วยสารการบิน Airboltic ซึ่งเป็นสารการบินราคาประหยัด ที่สายการบินฟินแอร์ส่งพวกเรามา 
           เมื่อมาถึงสนามบินก็ทำการ Check in ตามขั้นตอนปกติ แต่ที่ไม่ปกติก็คือ เนื่องด้วยอาจารย์อธิชัย conductor ของเรานั้น เป็นผู้มากด้วยอุปกรณ์สัมภาระ มีทั้งกระเป๋ากล้อง และอุปกรณ์ราคาแพงต่างๆ อีกมากมายที่ตระเตรียมมาจากเมืองไทย ซึ่งตอนแบกมาจากเมืองไทยก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อมาต่อสายการบินนี้ เจ้าหน้าที่ไม่ยอมให้มีกระเป๋า Carry on มากกว่า 1 ใบ อาจารย์อธิชัยจึงหันมาถามผมว่า "เอาไงดีพี่" ผมนึกในใจ "มีทางเลือกอื่นให้ตรูเลือกเหรอ 5555" ทำไงได้ครับ อุตสาห์แบกอุปกรณ์มาทั้งที จึงต้องยอมเสียเงินอีก 40 ยูโร เพื่อจะได้แบกสัมภาระเพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งใบ  
           ในที่สุดผมก็ควักแบงค์ห้าร้อยยูโรขึ้นมาเพื่อจะจ่าย แต่เจ้าหน้าที่ทำสีหน้าตกใจ และไม่ยอมรับ บอกว่าแบงค์ใหญ่ไป ขอแบงค์ย่อย (นึกในใจ เรื่องมากจัง ขนาดจะจ่ายตังยังเรื่องมากขนาดนี้ ถ้าเป็นเมืองไทยไม่น่าจะมีปัญหา) แต่เรื่องน่าแปลกก็คือ ไม่ว่าผมจะไปซื้อของที่ไหน ราคา เท่าไรในลัตเวียเขาก็ไม่ยอมรับแบงค์ใหญ่ เช่น ผมจ่ายค่าอาหารให้เด็กๆ ราคาร้อยกว่ายูโร ใช้แบงค์ห้าร้อยก็ไม่รับ หรือแม้แต่จ่ายค่าอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้ให้โรงแรม 300 ยูโร โดยใช้แบงค์ห้าร้อยจ่าย ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบกว่า 15 นาที อย่าว่าแต่แบงค์ห้าร้อยเลยครับ แบงค์ห้าสิบบางร้านยังไม่อยากจะรับตังเลย งง อยู่เหมือนกัน แต่เท่าที่สังเกตจะพบว่าส่วนใหญ่ผู้คนที่นี่นิยมใช้บัตรเครดิต ไม่ค่อยจ่ายด้วยเงินสดกันเท่าไร ก็ฝากไว้เผื่อใครจะเดินทางมาเที่ยวก็แลกแบงค์ย่อยมาเยอะหน่อยแล้วกันจะได้ไม่มีปัญหาแบบผม

World Choir Games 2012 
             ย้อนกลับมาที่สนามบิน ผมกับอาจารย์อีกสองท่านก็ได้ขึ้นเครื่องเสียที ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงสนามบินของกรุง Riga เป็นการเดินทางที่ยาวนานมากๆ เมื่อเรามาถึงสิ่งแรกที่เรามองหาคือ.........เจ้าหน้าที่ของ World Choir Games ที่จะมารับเรา ซึ่งหากย้อนประสบการณ์การไปแข่ง World Choirs Games 2012 ที่ Cincinnati ประเทศสหรัฐอเมริการหน่อยแล้วกันนะครับ  ครั้งนั้นเมื่อเราเดินทางไปถึงสนามบินมีป้ายต้อนรับพวกเราซึ่งใหญ่โตมาก และมีห้องรับรองพิเศษ มีขนมและน้ำดื่มพร้อม มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นอาสาสมัครชาวไทยนำโดยพี่อ๋อย มาต้อนรับและดูแลพวกเรา (เสื้อสีหลืองด้านซ้ายสุดที่อยู่ในรูปครับ) จากประสบการณ์ผมคิดว่าเป็นการจัดการที่ดีที่สุดปีหนึ่งตั้งแต่ผมไปแข่งมาเลยอ่ะครับ (แข่งมาแล้ว 5 ครั้ง เป็นเวลา 10 ปี)  แบบว่าบรรยากาศเหมือนพวกเราเป็นแขกบ้านแขกเมืองคนสำคัญอะไรประมาณนั้น เป็นความประทับใจที่ยังจำได้อยู่ถึงทุกวันนี้  ดังนั้นจึงไปขุดรูปเก่าๆ มาให้ดูสักหน่อย  (ดูแล้วก็คิดถึงเด็กๆ สมาชิกเก่าๆ จัง ป่านนี้ได้ดีกันหมดแล้ว)

                 ใช่ครับ ผมก็คาดหวังว่าจะมีการต้อนรับอะไรทำนองนั้น แต่เมื่อมาถึงสนามบินประมาณ 7.00 น. มันไม่เป็นอย่างที่คิด  ไม่มีใครมารับ  ไม่มีเจ้าหน้าที่มายืนถือป้าย ไม่มีจุดประชาสัมพันธ์หรือป้ายอะไรซักอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Word Choir Games ทำไงดีเอ่ย....... พวกเราก็เร่ิมออกเดินตามหา และในที่สุดเราก็เจอเจ้าหน้าที่สองคนที่ชูป้ายที่มีสัญลักษณ์ในการแข่งขัน ก็เลยพุ่งเข้าไปหาอย่างมีความหวัง พอเร่ิมคุยก็พบว่าเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย พูดงงๆ ฟังภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยได้ แล้วเขาก็โทรไปหาใครสักคน แล้วก็เดินหายไป  แล้วก็เดินกลับมาบอกว่า เขาเป็นแค่คนขับรถที่ถูกจ้างมาให้มารับคนอะไรประมาณนี้  
                เห็นถ้าจะไม่ได้การ เราก็เลยเดินไปทั่วๆ สนามบินเพื่อหาข้อมูล และติดต่อคนที่จะมารับพวกเราให้ได้ก่อนที่เด็กๆ จะเดินทางมาถึง ในที่สุดอาจารย์ป่านจึงตัดสินใจโพสลงไปใน Facebook ของผู้จัดการแข่งขัน ประมาณว่าเรามาถึงแล้วแต่ไม่มีคนมารับ 555 ได้ผลครับ ทางผู้จัดการแข่งขันเริ่มมีปฏิกริยาตอบสนอง และแจ้งว่าเขารอเราอยู่ตั้งแต่เมื่อวานแต่ไม่เห็นมา เขายังงงๆ กันอยู่ว่ากลุ่มที่เดินทางมาจากปรเะเทศไทยหายไปไหน???? (ซึ่งทาง finnair บอกว่าประสานงานเรียบร้อยแล้ว Trust Me ผมจำคำนี้แม่นเลย)

ดีแอน อาสาสมัครที่มาดูแลพวกเรา
                เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงผู้ประสานงานแจ้งมาทาง Facebook ว่า ให้เราเดินทางซุ้มประชาสัมพันธ์ของ Word Choir Games จะมีเจ้าหน้าที่รออยู่และค่อยให้คำแนะนำ ซึ่งเราก็บอกว่าเรามารออยู่ตั้งนานแล้วไม่เห็นมีซุ้มอะไรเลย ก็เถียงๆ เขาอยู่สักพัก แต่......ทันใดนั้นเองเมื่อเราหันหลังกลับไป มันมีซุ้มโผล่มาจริงๆ ครับ  คือ.... มันมาได้ยังไง มาตั้งแต่เมื่อไร โดยมีเจ้าหน้าที่กำลังประกอบซุ้มที่มีป้ายประจำการแข่งขันอยู่555 เหมือนกำลังถูกแกล้งอยู่ยังไงไม่รู้ 555 มันเป็นซุ้มเล็กๆมาก แอบๆ อยู่ที่มุมตึกใต้บันได  พวกผมจึงเดินเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ ก็ได้ความว่า เมื่อวานเขามารอเราตั้ง 3-4 ชั่วโมง ไม่มีใครรู้ว่าพวกเราหายไปไหน ทางสายการบินก็ไม่ยอมให้ตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารเนื่องจากเป็นมาตรการด้านความปลอดภัย (แต่ทางสารการบินแจ้งว่าทางผู้จัดการแข่งขันทราบแล้ว) เอาเป็นว่าตอนนี้เขารู้แล้ว แต่....... ยังไม่มีรถมารับ ต้องรออีกสักพักเขาจะประสานงานให้ เรารอต่อมาอีกสักพักก็มีอาสาสมัครสาวสวยซึ่งเป็นผู้ดูแลเราโดยตรงปรากฏตัว เราก็ทักทายกันตามมารยาท ซึ่งผมก็เริ่มสบายใจแล้วว่าในที่สุดก็มีคนมารับเราเสียที   ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันกับที่เด็กๆ เดินทางมาถึงสนามบินพอดี

           รถที่มารับเราไปโรงแรมนั้นเป็นรถเมล์สองตอน  นำเราไปโรงแรมชื่อว่า Elefant Hotel  ซึ่งอยู่ห่างจากสนามบินประมาณ 10 นาที พอพูดถึงเรื่องโรงแรมแล้วก็จะขอเล่าถึงโรงแรมที่ทางผู้จัดการแข่งขันเลือกให้เราสักหน่อยนะครับ  โดยปกติแล้วผู้จัดการแข่งขันจะมีโรงแรมให้เราเลือกหลายระดับ อาทิเช่น Economy Class I, Economy Class II, Standard Class เป็นต้น ซึ่งถ้าเลือกแบบ Economy ก็จะเป็นโรงแรมอยู่นอกเมือง ราคาค่าที่พักจะประหยัด แต่ว่าจำเป็นต้องมีรถบัสส่วนตัว เพื่อเดินทางเข้ามาในเมือง แต่หากเป็น Standard Class จะเป็นโรงแรมในเมือง ทำให้สะดวกต่อการเดินทาง และไม่จำเป็นต้องมีรถบัสส่วนตัว 
          จากประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งที่แล้ว ทำให้ผมตัดสินใจเลือกที่พักแบบ Standard Class เพื่อประหยัดค่าใช้ค่ายเรื่องรถบัส และที่สำคัญคือความสะดวกรวดเร็วในการเดินทางไปฝึกซ้อม และเดินทางไปยังสถานที่แข่งขันต่างๆ และเมื่อเราเลือกไปแล้วทางผู้จัดการแข่งขันก็จะส่งชื่อโรงแรมมาให้ ซึ่งในตอนแรกเราก็ได้อยู่โรงแรมในเมือง แต่อะไรก็ตามที่เราตัดสินใจไปในครั้งนี้มักจะมีปัญหาเสมอ ไม่ทราบว่าด้วยสาเหตุอะไร(อาจเป็นเพราะจ่ายค่าที่พักช้ากว่ากำหนด) ทำให้ถูกเด้งออกมาห่างจากเมืองเล็กน้อย ทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางเข้าเมืองประมาณ 10 นาที 
          สภาพโรงแรมที่เราอยู่ก็หรูดีทีเดียวครับ มีเครื่องอำนวยและอุปกรณ์ในการดำรงชีวิตครบครัน ตั้งแต่กาต้มน้ำ (เอาไว้ต้มมาม่า)  จนถึงเตารีด (เอาไว้รีดชุดแสดง) แต่น่าปวดตับ คือ มันไม่ได้อยู่ใจกลางเมือง ทำให้มีปัญหาเรื่องการเดินทางไปทานอาหารในแต่ละมื้อซึ่งจะเสียเวลามากๆ ลองจินตนาการเวลาพาเด็กๆ 30 ชีวิต ขึ้นรถเมล์ที่คนแน่นๆ ในต่างปรเทศดูซิครับ แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว

อ.ว่าที่ร้อยตรี อลัมพล สังฆเศรษฐี
        และเนื่องจากเราเดินทางมาถึงช้ากว่ากำหนดไป 1 วัน ทำให้ต้องส่ง Conductor กับ อาจารย์อภัณตรี ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษประจำคณะของเรา ไปลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันก่อน ส่วนผมกับอาจารย์อลัมพลผู้แข่งแกร่งที่สุดในปฐพี ก็ต้องไปเดินหาซื้ออาหารเที่ยงให้นักเรียน (ซึ่งเดินไกลมาก ขากลับต้องนั่ง Taxi โดนไปรายร้อยบาท) และในมื้อนี้ เด็กๆ ก็ได้ประเดิม Macdonald ประเทศลัตเวีย เป็นอาหารหลัก จากนั้นก็ให้นักเรียนพักผ่อนตามอัธยาศัยเพื่อรอกำหนดการต่างๆ จากกองประกวดต่อไป                              หลังจากนั้นช่วงบ่ายๆ อาจารย์อธิชัยก็กลับมาพร้อมกับแจ้งโปรแกรมการแข่งขันมหาโหดให้พวกเราทราบ ทำให้ถึงกับเซ็งไปตามๆ กัน เนื่องจากสถานที่ในการแข่งขันของเราอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 1 ชั่วโมง และต้องเดินทางโดยรถเมล์ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจว่า วันนี้ช่วงเย็นจำเป็นต้องเดินทางไปดูสถานที่ในการแข่งขันก่อนเพื่อเป็นการเตรียมพร้อม และวางแผนล่วงหน้า จะได้เข้าใจสภาพจริงในวันแข่ง
          ทีมงานของเราประกอบด้วย อาจารย์ทุกท่าน ผู้ปกครองที่มาด้วย ยกเว้น Conductor (เพราะต้องอยู่ฝึกซ้อมเด็กๆ) จึงออกเดินทางไปยัง Culture Palace สถานที่ที่ใช้ในการแข่ขัน โดยรถเมล์ ซึ่งขอบอกเลยว่า ร้อนมากๆ ครับ และคนก็ค่อนข้างแน่น แถมระหว่างทางก็มีฝนตกอีกต่างหาก  อ่อ...รถเมล์ที่นี่ก็ไม่มีแอร์ด้วยอีกต่างๆ หาก ผมนึกสภาพเด็กๆ ที่ต้องเดินทางไปแข่งขันด้วยแล้วยังเหนื่อยแทนเลยครับ
  

สุดยอดทีมงาน เบื้องหลังความสำเร็จ
ทิวทัศน์ระหว่างทางไปสถานที่ประกวด
        เมื่อพวกเราเดินทางมาถึงสถานที่แข่งขัน ก็ยังไม่มีเจ้าหน้าที่ของกองประกวดอยู่ ทำให้เราสามารถเข้าไปถ่ายรูป และเดินสำรวจสถานที่แข่งขันได้อย่างสบายๆ (ปกติทุกๆ ปีจะไม่ให้เข้ามาก่อนการแข่งขัน) จากนั้นเราก็เดินทางเข้าเมืองเพื่อไปดูสถานที่แข่งขันที่อื่นๆ ต่อไป

Culture Palace

         ส่งท้ายสำหรับวันนี้พวกเราใช้เวลาเดินทางไปกลับสถานที่ประกวดเกือบสอบชั่วโมง หลังจากนั้นก็ได้เดินสำรวจเมืองเล็กน้อย เพื่อเตรียมตัวเรื่องอาหาร และการเดินทางสำหรับวันต่อๆ ไปให้เด็กๆ ขอ บอกเลยว่าเมืองสวยและน่าอยู่มากๆ  แต่เสียดายที่อากาศร้อนสุดๆ เหมือนกัน  


โบสถ์ในเมืองเก่า Riga ใกล้ๆ กับสถานที่แข่งขัน




สวนสาธารณะกลางเมือง


วันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บันทึการเดินทาง World Choir Games ฉบับที่ 2


การเดินทางวันแรก (ต่อ)

              หลังจากการเดินทางอันยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น ในที่สุดพวกเราก็เดินทางมาถึงเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ในช่วงค่ำๆ น่าจะประมาณ 21.00 น. ซึ่งก่อนลงเครื่องผมได้สอบถามกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องถึงการเดินทางต่อไปของพวกเราที่ไม่สามารถต่อเครื่องได้ทัน  จึงได้ทราบข้อมูลเบื้องต้นว่า พวกเราต้องอยู่ค้างที่เฮลซิงกิ 1 คืน และจะจัดเครื่องบินให้ในเช้าวันรุ่งขึ้น และให้เราตัดสินใจว่าจะเอากระเป๋าเดินทางออกมา หรือว่าจะให้ Tranfer ต่อไปเลย ผมก็ปรึกษากับอาจารย์และผู้ปกครองว่า น่าจะให้ Tranfer ต่อไปเลย จะได้ไม่ยุ่งยากในการ Check in อีกรอบในตอนเช้า

             เมื่อเครื่องลงจอดที่สนามบิน ในหัวผมคิดถึงเหตุการณ์ล่วงหน้าเต็มไปหมด ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง จะไปนอนโรงแรมที่ไหน เดินทางอย่างไร ตอนเช้าต้องออกกี่โมง จะนัดหมายเด็กๆ อย่างไร จะได้เดินทางด้วยเครื่องลำเดียวกันหรือเปล่า เพราะเท่าที่ทราบมาคือ เครื่องบินโดยสารที่เดินทางไปเมืองริก้านั้นมีแต่เครื่องบินลำเล็กๆ 
รูปภาพ : ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ฟินแลนด์แล้วครับ เนื่องจากเครื่องดีเลย์ไปราว ๆ 5 ชั่วโมงครึ่ง ทำให้คืนนี้เราต้องนอนที่ Helsinki และจะเดินทางเข้า Riga เช้าวันพรุ่งนี้ครับ
ระหว่างรอตรวจคนเข้าเมือง
           หลังจากลงเครื่องผมก็มารอเด็กๆ ที่หน้าประตูทางออก เพื่อนับสมาชิกว่ามีครบหรือไม่ และเหตุการไม่พึงประสงค์แรกก็เกิดขึ้น  คือ.... นักเรียนลืมของไว้บนเครื่องบิน ดังนั้นก็จึงต้องวิ่งย้อนกลับไปบนเครื่อง ทำให้ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงที่ตรวจคนเข้าเมืองเป็นกลุ่มเกือบสุดท้าย แต่ยังโชคดีที่คิวไม่ค่อยยาวเท่าไรนักเพราะมีแต่เที่ยวบินเราเท่านั้นที่มาถึงในช่วงเวลานี้  ถึงคิวไม่ยาวแต่พวกเราก็ใช้เวลาประมาณเกือบชั่วโมงในการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเหตุการณ์โดยทั่วไปก็เรียบร้อยดี ผม เป็นคนแรกที่ผ่านด่านเข้ามา เพราะต้องรีบไปติดต่อเกี่ยวกับเที่ยวบินในวันพรุ่งนี้ เมื่อเดินออกมาถึงเคาเตอร์ ปรากฏว่า คนเพียบครับ และแต่ะละคนก็ล้วนมีแต่ปัญหา นานาประการ แต่มีเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยเหลือแก้ปัญหาอยู่สองคนเท่านั้น  เราก็ต้องรอต่อไป

            พอถึงคิวผม จึงให้อาจารย์อภัณตรี (อาจาร์สอนภาษาอังกฤษ)ที่เดินทางมาช่วยดูแลเด็กๆ กรุณาช่วยสอบถามให้ ได้ความว่า เราต้องค้างที่โรงแรมที่สายการบินจัดเตรียมไว้ให้ โดยนั่งรถบัสของสายการบินที่มีออกทุก 20 นาที ไปที่โรงแรม และข่าวล่าสุดคือ เที่ยวบินในวันพรุ่งนี่ ผมกับอาจารย์อีกสอนท่านต้องแยกเดินทางกับเด็กๆ เพราะเที่ยวบินเต็ม แต่ยังดีหน่อยที่เครื่องผมออกก่อน ในเวลาประมาณ 7.30 น. จะได้มีเวลาไปประสานงานแก้ปัญหาที่เมืองริก้าก่อนเด็กๆ มาถึง  และก็ยังเบาใจว่าไม่ต้องมา Check in เพราะกระเป๋าจะเเดินทางต่อไปเลย แต่ทันใดนั้น................เมื่อผมเจรจาเรื่องดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยจึงหันหลังกลับมาจากเคาเตอร์ก็พบว่า เด็กๆ ได้นำกระเป๋าของคณะทั้งหมดออกมาจากสายพานกระเป๋าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 5555555 อยากจะบ้าตาย ไหนบอกว่ากระเป๋าจะ tranfer ต่อไปเลย นั่นหมายความว่า พวกเราต้องนำกระเป๋าเดินทางทั้งหมดขึ้นรถเมล์เพื่อเข้าที่พัก

               ท้ายสุดผมถามพนักงานว่าแล้วได้แจ้งทางริก้าหรือยังว่าเด็กๆ จากประเทศไทยไม่สามารถเดินทางไปได้ถึงตรงกำหนดเวลาเขาบอกว่า แจ้งแล้ว เราก็ถามเซ้าซี้ต่อเล็กน้อย เจ้าหน้าที่ตัดบทว่า "Trust Me" ผมนึกในใจว่า "OK ตรูเชื่อเมิงก็ได้" แม้ว่าในส่วนลึกของจิตใจต่อว่า "ไม่เชื่อหรอก" แต่ยังคงมองโลกในแง่นี้ เพราะแค่ปัญหาที่มีอยู่ตรงหน้าที่ก็ปวดหัวและ

                เราเดินทางพร้อมกระเป๋าเดินทางของเด็กๆ กว่า 30 ชีวิตเต็มอัตราศึกมาที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งขณะนั้นน่าจะเป็นเวลาประมารสี่ทุ่มแล้ว แต่พระอาทิตย์ยังสว่างอยู่ และที่สำคัญ อากาศแบบว่า ร้อนใกล้เคียงกับเมืองไทยเลย (แอบผิดหวังเล็ก) แต่เด็กๆ ก็ยังตื่นเต้นและถ่ายรูปกันอย่างสนุกสนาน (เพราะยังไม่รู้ชะตากรรมในอนาคต)  

หน้าสนามบินเฮลซิงกิ เวลาประมาณ 22.00 น.
ถ่ายรูปคู่ด้วยสภาพอันทรุดโทรม
        พวกเรารอรถประมาณ 20 นาที รถก็มา และก็ช่วยกันขนกระเป๋าขึ้นรถ โดยแทบจะไม่เหลือที่ให้ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่มาด้วย สายการบินได้จัดแบ่งระดับชั้นของของแรมตามตั๋วเครื่องบิน คือ ถ้าเป็น Business Class ก็จะได้อยู่โรงแรมดาวเยอะ แต่สำหรับ Economy ก็ดาวน้อยลงมา พวกเราได้อยู่โรงแรมชื่อ CUMULUS ห่างจากสนามบินประมาณ 5 นาที  เมื่อ ไปถึงก็แยกย้ายกันเข้าห้อง แต่ยังดีหน่อยที่ทางโรงแรมจัดอาหารเย็นไว้ให้ และในช่วงเช้าก็จะมีอาหารเช้าให้ก่อนเดินทางไปสนามบิน  แต่ที่แย่หน่อยก็คือ โรงแรมไม่มีเครื่องปรับอากาศ มีแต่พัดลมตัวจิ๋วให้ไว้ในห้องพัก ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อที่น่าสังเกตในการเดินทางมาเมืองหนาวในฤดูร้อนนะครับ ว่า หากเป็นโรงแรมสามดาว ส่วนใหญ่ที่ผมเป็น มักจะไม่มีแอร์ ดังนั้นหากใครเดินทางมาในช่วงหน้าร้อนก็ต้อง ตรวจสอบกันสักหน่อยครับ (ซึ่งอันนี้อยู่นอกแผนการที่ผมเตรียมไว้) วันนี้แค่นี้ก่อนแล้วกันนะครับ เหนื่อยมากแล้ว พรุ่งนี้ต้องตื่นตีสีเพื่อเดินทางไปสนามบิน (นี่แค่เริ่มต้นนะเนี่ย)